"สุทธิพงษ์ สุริยะ" เจ้าของ "Karb Studio" ชี้ให้เห็นโอกาสของอาชีพ “ฟู้ดสไตลิสท์” ผู้ที่รักการทำอาหาร จากงานถ่ายภาพให้ฟู้ดแมกกาซีนผันสู่เจ้าของธุรกิจ และเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารและธุรกิจอาหารทั้งเล็กและใหญ่
เสน่ห์ของ "ดีไซน์" ที่ถูกจับใส่ในธุรกิจทุกสินค้า ในวงการอาหารผู้ที่เสกสรรค์ให้อาหารออกมาสวยงามเชิญชวนให้ลิ้มลอง แพ็คเกจจิ้งที่น่าสนใจ หรือฟู้ดแมกกาซีนที่ดึงดูดใจ ต้องยกให้อาชีพ "ฟู้ดสไตลิสท์" (Food Stylist)
ในประเทศพัฒนาอย่างยุโรป สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น อาชีพนี้ได้รับการยอมรับจากสังคมและเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงตัวเองได้เป็นอย่างดี เช่น ดอนน่า เฮย์ หรือมาร์ธา สจ๊วต ที่ต่อยอดอาชีพไปสู่แมกกาซีนอาหารของตัวเอง
แต่อาชีพนี้ในไทยยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก เพราะธุรกิจอาหารส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการแตกแต่งเมนูอาหารหรือแพ็คเกจจิ้งมากนัก อาชีพนี้จึงจำกัดอยู่เฉพาะในฟู้ดแมกกาซีนที่ขายภาพความสวยงามของอาหาร และปัจจุบันคนที่ยึดเป็นอาชีพไม่น่าจะเกิน 10 คน
มุมมองในการตกแต่งและออกแบบอาหาร จึงจำเป็นที่ฟู้ดสไตลิสท์ส่วนใหญ่ไต่เต้าจากการเป็น "ดีไซเนอร์" หรือทำงานในด้านศิลปะมาก่อน ตัวแทนของอาชีพนี้ต้องยกให้กับ ม.ล.จิราธร จิระประวัติ หรืออาจารย์โต ของลูกศิษย์ในวงการศิลปะ
“อาจารย์โตกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับหลายคน รวมทั้งผมที่ได้ยึดฟู้ดสไตลิสท์เป็นอาชีพ” สุทธิพงษ์ สุริยะ เจ้าของ Karb Studio (ขาบ สตูดิโอ) กล่าวและว่า ความชอบในอาหารทำให้ยึดอาชีพฟู้ดสไตลิสท์ผลิตงานป้อนแมกกาซีน จนถึงวันหนึ่งจึงเริ่ม “คิดการใหญ่” คิดสร้างงานสไตล์ของตัวเองผ่านงานออกแบบหน้าตาอาหาร ด้วยการก่อตั้ง "ขาบสตูดิโอ" (Karb Studio )
จากฟู้ดสไตลิสท์เพื่อถ่ายภาพให้ฟู้ดแมกกาซีน วันนี้เขาได้ผันตัวเองเข้ามาสู่ธุรกิจให้บริการและที่ปรึกษา โดยแบ่งงานออกเป็น Food Styling,Food Packaging design,Studio for rent,Styling Cooking Show,Food Photography,Styling Cooking Class,Restaurant Development,Food Styling training Course,Publication Design,Display and Decoration และ Food Photo Gallery
อาชีพฟู้ดสไตลิสท์ที่หลายคนมองไม่เห็นอนาคต แต่สุทธิพงษ์กำลังทำให้เห็นด้วยการต่อยอดขยายหน้าที่และขอบเขตของงาน โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะ
เขาบอกว่า แนวโน้มผู้ประกอบการร้านอาหารหรือธุรกิจอาหาร จะเห็นความสำคัญกับรูปลักษณ์ที่สวยงามของหน้าตาและแพ็คเกจจิ้งมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจนี้จึงไม่ได้ห้ำหั่นกันที่ราคาอย่างเดียว การตอบสนองด้านอารมณ์หรืออีโมชั่นแนลมาร์เก็ตติ้งที่นำมาใช้ ผู้ประกอบจึงมองหาความแตกต่างที่หน้าตาและแพ็คเกจจิ้ง ที่เป็นหนทางหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มและราคาก็เพิ่มตามได้
"อนาคตฟู้ดสไตลิสท์จะเข้าไปมีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษาให้อุตสาหกรรมอาหารทั้งรายเล็กและรายใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าโอท็อปนั้น ได้เข้ามาคุยเรื่องการปรับเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้งจำนวนมาก เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก"
สำหรับขั้นตอนการทำงานนั้น เช่น กรณีการดีไซน์หน้าตาอาหาร สิ่งแรกที่ต้องรู้คือเมนูอาหารชนิดนั้น มีส่วนผสมอะไรบ้าง เพื่อสร้างธีมงาน กำหนดองค์ประกอบของภาพ แสง สี เพื่อให้ภาพออกมาสมบูรณ์ที่สุด โดยทุกขั้นตอนต้องผ่านการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการออกแบบแพ็คเกจจิ้งที่ต้องเข้าใจสินค้า เพื่อให้แพ็คเกจจิ้งเป็นตัวเสริมให้สินค้าสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของรูปหรือสี เป็นต้น
ทั้งนี้เขาหวังว่า 3-5 ปีนับจากนี้ จะออกแบบหน้าตาอาหารและแพ็คเกจจิงที่เป็น “ขาบ สไตล์” ที่เรียบง่ายแต่โก้ และเมื่อถึงเวลานั้นอาชีพฟู้ดสไตลิสท์จะยิ่งเป็นที่ต้องการของคนรุ่นใหม่มากขึ้น เพราะมีหลายสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรฟู้ด พรีเซนเทชั่น
ถึงแม้จะมีสถาบันเปิดสอนมากขึ้น ต่างจากอดีตที่ต้องขวนขวายหาความรู้เอง แต่อาชีพนี้สุทธิพงษ์ย้ำว่า นอกจากรักการทำอาหาร มีหัวศิลปะแล้ว ต้องขยันติดตามเทรนด์ทั่วโลก หาข้อมูลดีไซน์ใหม่ๆ เป็นต้น
“หากเรามีความโดดเด่นในงานที่ทำ งานใหม่ๆ ก็จะเดินมาหาเราเอง ตอนนี้ก็มีรายการทีวีเข้ามาคุยเรื่องทำรายการออกแบบตกแต่งอาหาร”
ฟู้ดสไตลิสท์ที่เป็นหัวใจหนึ่งของฟู้ดแมกกาซีนในการทำให้ปกหนังสือดึงดูดและเชิญชวนให้เปิดอ่าน และนำมาสู่การยอมควักเงินจ่ายแล้ว อาชีพนี้ยังมีโอกาสขยับขยายได้มากตราบเท่าที่ "ดีไซน์" มีความสำคัญ และเป็นหัวใจในการสร้างความแตกต่างให้สินค้า รวมไปถึงโอกาสขยายธุรกิจในระดับโลก
..................
"แนวโน้มร้านอาหารหรือธุรกิจอาหาร จะเห็นความสำคัญกับรูปลักษณ์ที่สวยงามของหน้าตาและแพ็คเกจจิ้งมากขึ้น การแข่งขันไม่ได้ห้ำหั่นกันที่ราคาอย่างเดียว แต่ผู้ประกอบมองหาความแตกต่างที่หน้าตาและแพ็คเกจจิ้ง"
http://www.bangkokbizweek.com/20070301/foodbiz/index.php?news=column_22850991.html